ช่วงนี้ได้มีโอกาสอ่านหนังสือดีๆอยู่เล่มหนึ่งของ คุณบัณฑิต อึ้งรังษี เรื่อง

กฎแห่งความโชคดี (The Luckiest Man in The World Part 2) 

ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงมีโอกาสได้อ่านแล้ว สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ Rule 32

เรื่อง “จงรู้อย่างชัดเจนว่าตนเองต้องการอะไร” "Be very Clear What You Want"

ในบทนี้พูดถึงการเขียนสิ่งที่ต้องการ(ความฝัน) ลงไป เขียนอย่างชัดเจน และอ่านมันทุกวัน

 

 

ผมเคยอ่านหนังสือเรื่อง พลังเนรมิตร (The Law of Attraction)  ก็พูดในทำนองเดียวกัน

“ จงรู้ว่าความฝันของเราคืออะไร และเขียนมันลงไป”

 

ก่อนหน้าที่ผมจะอ่านเรื่องแบบนี้ ผมมีความฝันมากมายตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา

และก็หลงลืมมันไปแล้วก็มีความฝันใหม่ๆเกิดขึ้นแทนที่

เมื่อเวลาผ่านไปก็หลงลืมไปโดยไม่ได้ลงมือกระทำอะไรแม้แต่น้อย 

 

ผมคิดว่าความคิดของคนเราเปลี่ยนไปตามสิ่งเล้ารอบตัวอยู่ตลอดเวลา

และบางครั้งความฝันเหล่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆด้วยซำ้

แค่อยากได้ตามคนอื่น ตามกระแสความนิยม หรือตามโฆษณา 

 

ตอนลงมือเขียน Dream List ของตนเองจึงมีโอกาสได้ไตร่ตรองว่า

“ อะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ”

ผมว่าหนทางในชีวิตมันชัดเจนขึ้น รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อไป

ถ้าต้องการในสิ่งนั้นจริงๆ หรือบางทีก็ปรากฏหนทางที่จะได้มันมา

ทั้งที่เมื่อก่อนกลับไม่เห็นหนทาง ผมว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ

 


 

ถ้าให้พูดถึงความฝัน หรือ Dream List เวลาเราเขียนมันลงไป อาจมีความรู้สึกว่า

ยังมีเวลาทำมันให้สำเร็จอีกนาน?

แต่เมื่อ 2-3 วันนี้ได้ดูหนังเรื่อง Bucket List เป็นเรื่องของชายชรา 2 คน ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

นอนพักรักษาตัวในห้องเดียวกัน ทำให้ได้เป็นเพื่อนรักกัน ทั้ง 2 มีเวลาในชีวิตเหลืออีกไม่ถึง 1 ปี

ทำให้เกิด Bucket List  คือเรื่องที่ต้องทำให้ได้ก่อนตาย 

ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ผมมีความคิดแว๊บขึ้นมาว่า ถ้าหากเรารู้ว่าเราต้องตายเมื่อไร?

และเวลานั้นกำลังจะมาถึง เราจะรู้สึกอย่างไร? เรื่องที่อยากทำ? โอโห...มีมากมายหลายเรื่อง

เรื่องบางเรื่องได้แค่คิดแต่ยังไม่รู้ว่าจะได้เริ่มต้นเมื่อไร รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว 

 


 

ผมว่าจริงๆแล้ว ความแตดต่างของ Bucket List  และ  Dream List คือ ระยะเวลา

Bucket List ถูกกำหนดด้วยเวลาที่ตายตัวแน่นอน และเราต้องลงมือทำมันอย่างสุดจิตสุดใจ 

ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ

 


 

ผมจึงรุ้สึกว่า มันมีพลังในการขับเคลื่อนความฝันอย่างมหาศาล

ผมเริ่มสะท้อนว่า เห็นทีเราคงต้องเปลี่ยน Dream List เป็น  Bucket List เสียแล้วกระมัง

 

 

ขอบคุณ ...ข้อคิดดีๆ จาก

- หนังสือกฎแห่งความโชคดี

- หนังสือพลังเนรมิตร

- หนังเรื่อง Bucket List  

สำหรับเพื่อนหลายๆคนที่กำลังคิดจะเปิดร้านกาแฟ

สิ่งที่ต้องคิดเหมือนผมตอนที่จะเปิดร้านกาแฟร้านใหม่ๆ ก็คือ จะตั้งชื่อร้านกาแฟว่าอะไรดี?

ผมมีไอเดียที่เพื่อนๆน่าจะลองนำไปประยุกต์ใช้ ประกอบการตั้งชื่อร้านกาแฟ ของเพื่อนๆดูนะครับ

ไอเดียนั้นคือ ชื่อเรียก กาแฟ ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศครับลองมาดูกันครับ

- Thailand เรียกกาแฟว่า Gafae

- Italy เรียกกาแฟว่า Coffea

- France เรียกกาแฟว่า Cafe'

- Iran เรียกกาแฟว่า Gehve

- Denmark เรียกกาแฟว่า Kaffe

- Egypt เรียกกาแฟว่า Masbout

- Iraq เรียกกาแฟว่า Qahwan

- Israel เรียกกาแฟว่า Kave

- Philipines เรียกกาแฟว่า Kape

- Greek เรียกกาแฟว่า Kafes

- Spain เรียกกาแฟว่า Kafe

- Malaysia เรียกกาแฟว่า Kopi

- Holland เรียกกาแฟว่า Koffie

- Norway เรียกกาแฟว่า Kaffee

- Poland เรียกกาแฟว่า Kawa

- Kenya เรียกกาแฟว่า Kalawa

- China เรียกกาแฟว่า Kafei

- Japan เรียกกาแฟว่า Koohii

- Germany เรียกกาแฟว่า Kaffee

- Indonesia เรียกกาแฟว่า Kopi

เราก็อาจจะหาคำสักคำนึงมาเป็นคำนำหน้า เช่น ชื่อเรา คนที่เรารัก หรือชื่อที่เราชอบ

แล้วก็ตามด้วย ความหมายของกาแฟในประเทศที่เราชอบ

ตัวอย่างครับ : ผมชอบวันอาทิตย์ เลยเอาคำว่า Sun มาเป็นคำนำ แล้วตามด้วย Kafei ของจีนดังนั้นผมก็จะได้ชื่อร้านว่า Sun Kafei

อ้า ทีนี้ก็เริ่มคิดเรื่อง Logo กัน Sun ก็น่าจะเอาแบบจำง่ายก็ พระอาทิตย์ ความหมายก็ เป็นการเริ่มต้นที่ดีในวันใหม่ 5555 บรรเจิด

เราก็จะได้ Logo มาประมาณนี้ 5555

จริงๆผมชอบงานที่มีพื้นขาวนะครับ ผมว่าเวลาขึ้นเป็นป้ายแล้วมันชัดเจนดี เห็นได้ตั้งแต่ระยะไกล

LOGO อันนี้ทำแบบง่ายๆ เร็วๆนะครับ ก็ดูเป็นตัวอย่างแล้วกันนะครับ

เอาเป็นว่าเอา LOGO ของมืออาชีพมาวิจารณ์กันดีกว่า เผื่อเอาไปเป็นไอเดียนะครับ

อันนี้ เรียบง่ายดูดีครับ แถมมีความหมายเรื่องสุขภาพด้วย ทางร้านอาจมีเมนูสุขภาพ สำหรับคนไม่ทานกาแฟ ก็ดีใช่เล่นครับ สีน้อยสีนั้นจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนในการพิมพ์สื่อ เช่น แก้ว นะครับ

 

อันนี้ก็ชอบครับ สื่อถึงชื่อร้าน แก้วที่เป็นตัวเอ็ม มีแนวในการคิดครับ เวลาทำเป็นสีเดียวก็สวยด้วยครับ

 

เวลาออกแบบก็ต้องคำนึงด้วยครับ เผื่อเอาไปทำตรายาง หรือถุง หรืออะไรที่ใช้สีเดียวเพื่อประหยัดนะครับ

 

ส่วนอันนี้ดูโมเดิร์นดีครับ แต่ต้องอยู่บนพื้นดำเท่านั้นนะครับ ถึงจะดูชัดเจนที่สุด

 

อันนี้ถ้าแนวการแต่งร้านเป็นแบบ vintage ก็สวยเลยครับ ยิ่งสกรีนลงบนไม้ยิ่งได้อารมณ์ครับ

 

อันนี้ ถ้าเจ้าของชื่อแมว ก็โอเคครับ

 

อันนี้เจ้าของต้องชอบดื่มเบียร์แน่ๆ เลย

เท่านี้กันก่อนดีกว่า วันหลังค่อยมาดูเรื่อง LOGO กันใหม่

ตอนนี้เพื่อนๆ คงพอมีแนวทางในการตั้งชื่อโดยใช้แนวนี้กันบ้างนะครับ

ร้านกาแฟ เป็นอะไรได้บ้าง?

posted on 09 Jul 2009 09:14 by ilovecoffeedesign

ร้านกาแฟ เป็นอะไรได้บ้าง?

เป็นความคิดที่แว็บเข้ามาในสมอง เมื่อตอนคิดถึงเรื่องโปรโมชั่นที่ร้าน
จากการที่เห็นว่ามีร้านกาแฟหลายร้านที่มีแนวความคิดต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด, ร้านต้นไม้, ร้านขายหนังสือ, ศิลปะภาพเขียน, โปสการ์ด ฯลฯ
ถ้าอย่างนั้นเรามาลองคิดกันเล่นๆไหมครับ สำหรับคนที่ชอบสิงสถิตอยู่ร้านกาแฟ
ว่า “ร้านกาแฟ เป็นอะไรได้บ้าง?”

ร้านกาแฟ = แน่นอนก็ต้องไว้ฝากท้องเวลากระหายกาแฟ และขนมอื่นๆ เช่น เค้ก แซนวิช

ร้านกาแฟ = ห้องรับแขกเก๋ๆ แค่เพียงนัดเพื่อนฝูง หรือลูกค้าก็ๆได้ที่ร้านกาแฟ ประหยัดค่าตกแต่งบ้าน หรืออ๊อฟฟิตไปได้เยอะเลย

ร้านกาแฟ = ที่นั่งตากแอร์สบายๆ ที่บ้านอาจไม่ต้องติดแอร์ ถ้าร้านกาแฟนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรานัก 5555

ร้านกาแฟ = ห้องอ่านหนังสือ ประหยัดค่านิตยสาร และหนังสือใหม่ เพราะได้อ่านฟรี

ร้านกาแฟ = สถานที่นัดพบ ที่เราอาจมาสายได้โดยคนที่มารอไม่โกรธ เพราะมีอะไรให้ทำจนลืมเวลา

ร้านกาแฟ = สถานที่ปลีกวิเวกมาดามหัวใจเวลาอกหัก

ร้านกาแฟ = สถานที่เช็ดเรตติ้งค์ โดยวัดจากสายตาคนในร้าน

ร้านกาแฟ = สถานที่หาอาหารตา แกล้มกับกาแฟ

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆสามารถค้นหาจินตนาการเรื่องต่างๆ เมื่อคิดอะไรไม่ออก

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆเล่นอินเตอร์เน็ตฟรี แต่จ่ายค่ากาแฟเพียงแก้วเดียว (บางที่มีอินเตอร์เน็ตไว้บริการฟรี)

ร้านกาแฟ = ที่นัดเดทที่ประหยัด แค่กาแฟคนละแก้วก็จู๋จี๊กันได้ทั้งวัน

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆนั่งวางมาดไฮโซดูดีได้แม้ไม่ค่อยมีตังค์

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆนั่งเลือกต้นไม้ได้ทั้งวัน (บางที่มีต้นไม้ขายด้วย)

ร้านกาแฟ = เป็นที่ทำงานไปเลย สำหรับบางร้านที่มีปลั๊กไฟให้เสียบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุค (นั่งทั้งวัน แต่หมดค่ากาแฟไปแก้วเดียว)

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆนั่งเม้าท์ สำหรับบรรดาคุณแม่บ้านที่ไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้าแล้วไม่รู้จะไปไหนดี 

ร้านกาแฟ = เป็นที่หาของขวัญให้เพื่อน จากของที่ระลึกที่ขายในร้าน (บางทีก็เป็นของได้ฟรี ประหยัดไป อิอิ)

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆฝึกฝีมือด้านศิลปะ สำหรับร้านที่มีสอนศิลปะด้วย

ร้านกาแฟ = ที่ติวหนังสือ ตอนใกล้จะสอบ

ร้านกาแฟ = เป็นที่นั่งเล่น รอให้รถหายติด ตอนวันศุกร์แห่งชาติ

ร้านกาแฟ = สถานที่ๆไว้ฝึกถ่ายภาพ ถ่ายมุมไหนก็สวย (เจ้าของร้านแต่งไปหลายบาท 5555) แถมมีภาพอาหารด้วย ถ่ายไปกินไป อิ่ม

ร้านกาแฟ = เวลาไม่รู้จะเขียนบล็อกเรื่องอะไรดี ก็แนะนำร้านกาแฟนี่แหละวะ 5555

ถ้าเพื่อนนึกออกอีกก็มาเม้นท์เพิ่มกันได้เลยครับ